รู้จักโรคไต

ไตวายคืออะไร

ไตวาย หรือ ไตล้มเหลว คือ ภาวะที่ไตสูญเสียการทำงาน จนไม่สามารถขับของเสียในร่างกายออกทางปัสสาวะได้  โดยที่ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคไตเป็นลำดับต้นๆ ในบรรดาโรคทั้งหลาย  ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคไตมักจะไม่ค่อยมีอาการแสดงให้เห็นเด่นชัดนัก  ซึ่งเมื่อมีอาการแสดงเด่นชัดแล้วนั้น  อาการก็อาจจะอยู่ในขั้นที่รุนแรงแล้ว

ไตวายมีกี่ชนิด

ไตวายแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง

1.) ไตวายเฉียบพลัน คือ ไตวายที่เกิดจากการที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน  แต่เมื่อได้รับการล้างไต และรักษาสาเหตุทันท่วงที ไตมักฟื้นกลับเป็นปกติได้ แต่ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นไตวายเรื้อรังตามมาในภายหลังได้

2.) ไตวายเรื้อรัง คือ ไตวายที่มีสาเหตุเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ  โดยไตจะค่อยๆ สูญเสียการทำงานไปเรื่อยๆ ในระยะเวลานาน และอาจจะไม่มีโอกาสที่ไตจะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้หากไม่ได้รับการรักษา

ไตวายเกิดจากอะไร

1.) ไตวายเฉียบพลัน  อาจเกิดจากการที่เซลล์ไตสูญเสียการทำงานฉับพลัน  ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบ, ติดเชื้อ หรือเกิดการอุดตันฉับพลันในไต
2.) ไตวายเรื่อรัง  มักเกิดจากโรคของร่างกาย เช่น เบาหวาน ซึ่งเกิดจากภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปรกติ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายรวมทั้งไตต้องทำงานหนักมาก ไตจะเสื่อมเร็วมาก

อีกสาเหตุหลักคือความดันโลหิตสูง ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดฝอยในไตอยู่ในภาวะแรงดันสูงตลอดเวลา  เส้นเลือดฝอยในไตจะปริแตก ไตจะเสื่อมอย่างมาก ไขมันในเลือดสูงก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไตเสื่อมได้มาก  เนื่องจากไขมันในเลือดจะไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในไต ทำให้ไตต้องทำงานอย่างหนักตลอดเวลา

พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดไตวาย

โรคไต โดยส่วนใหญ่ เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง เช่นการกินอาหารรสจัด รสเค็ม หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของโซเดียมเป็นประจำ  โดยเฉพาะจากเครื่องปรุงรสเค็ม ได้แก่ เกลือ, น้ำปลา, กะปิ, ซีอิ้วขาว, ซอสปรุงรส, ผงชูรส และผงปรุงรสต่าง ๆ  รวมไปถึงการกินอาหารจานด่วน, อาหารสำเร็จรูป, อาหารแช่แข็ง, อาหารกึ่งสำเร็จรูป ที่ไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภค

ไตวายอันตรายขนาดไหน

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณะสุข พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังร้อยละ 17.6  ของประชากร หรือคิดเป็นประมาณ 8 ล้านคน  โดยที่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 แสนคน  มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 ราย  ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที จะเกิดโรคแทรกซ้อนถึงเสียชีวิตได้สูง  ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการรักษาเพื่อยืดอายุโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียออกทางหน้าท้องไปตลอดชีวิตซึ่งทำให้มีคุณภาพชีวิตแย่ลงมาก  เนื่องจากของเสียที่คั่งอยู่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ และของสมอง ทำให้มีอาการผิดปกติของหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ อาการทางสมอง และอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย

ไตวายเป็นภาวะรุนแรง ถ้าไม่สามารถกำจัดของเสียในร่างกายออกได้ทันท่วงที มักเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตเสมอ

ไตวายรักษาได้อย่างไร

หากเกิดอาการไตวายเฉียบพลัน จะต้องทำการขับของเสียออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด ซึ่งอาจเป็นการล้างไตผ่านทางหน้าท้อง หรือการฟอกไตโดยการฟอกเลือด

ไตวายป้องกันได้อย่างไร

– เลี่ยงโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งมีฟอสเฟตสูง โดยให้ทานโปรตีนจากพืชให้มากขึ้นทดแทน
– กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ
– หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
– รักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน

ไตวายมีอาการอย่างไร

– เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
– ผิวหนังดำคล้ำ จากของเสียสะสม
– คันตามเนื้อตัว จากของเสียสะสมระคายเคืองต่อผิวหนัง
– ตัวบวม โดยเฉพาะรอบดวงตา ขาและเท้า
– ปวดหลัง หรือปวดเอวในตำแหน่งของไต
– เหนื่อยง่าย วิงเวียน เป็นลมง่าย ซีด ขาดสมาธิ
– ความดันโลหิตต่ำ หรือสูงผิดปกติ
– ปัสสาวะผิดปกติ อาจปัสสาวะบ่อยครั้งมาก หรืออาจน้อยครั้งมาก หรือ สี, กลิ่น ผิดปกติ

กรณีศึกษาสรรพคุณของถั่งเช่า ต่อการปรับระดับความดันโลหิตและลดน้ำตาล

*** กรณีศึกษาสรรพคุณของถั่งเช่า ต่อการปรับระดับความดันโลหิต ***

สาร Adenosine ในถั่งเช่า มีสรรพคุณในการสลายการเกาะตัวกันเป็นก้อนของลิ่มเลือด ป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดจับตัวกันเป็นก้อนอุดตันในระบบหลอดเลือด  เลือดจะไม่ข้นหนืด ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้อย่างสะดวกมาก ซึ่งเป็นการปรับระดับความดันให้เป็นปกติ

*** กรณีศึกษาสรรพคุณของถั่งเช่า ต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด  ***

โดยการให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานถั่งเช่าปริมาณ 3 กรัม/วัน พบว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95% ในขณะที่กลุ่มที่รักษาด้วยยาแผนปัจจุบันสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้เพียง 54%

***** ผลงานจากการวิจัยของ : รองศาสตราจารย์ ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และ ธิดารัตน์ จันทร์ดอน, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล *****